การประชุมใหญ่สามัญ
คนที่สร้างสันติก็เป็นสุข
การประชุมใหญ่สามัญเดือนตุลาคม 2025


13:16

คนที่สร้างสันติก็เป็นสุข

การสร้างสันติยังคงเริ่มต้นจากจุดพื้นฐานที่สุด—คือในใจเรา จากนั้นคือในบ้านและครอบครัว

ขอต้อนรับสู่การประชุมใหญ่สามัญ เราสำนึกคุณที่ได้มาชุมนุมกัน

ขณะที่เราตั้งตารอการประชุมครั้งนี้ เราตระหนักอย่างยิ่งถึงช่วงหลายสัปดาห์ก่อนมาจนถึงการประชุมนี้ เราตระหนักว่าหัวใจเราคร่ำครวญกับการสูญเสีย บางคนรู้สึกไม่แน่นอนอันเกิดจากความรุนแรงหรือโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นทั่วโลก แม้คนที่มีใจศรัทธาชุมนุมกันในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์—รวมถึงห้องนมัสการศักดิ์สิทธิ์ของเราในมิชิแกน—ได้สูญเสียชีวิตของตนหรือของคนรัก ข้าพเจ้าพูดจากใจด้วยความเข้าใจดีว่าหลายท่านต้องแบกรับภาระในใจจากสิ่งที่ท่าน ครอบครัวท่าน และโลกของเราได้ประสบมาตั้งแต่การประชุมใหญ่สามัญครั้งที่แล้ว

เมืองคาเปอรนาอุม แคว้นกาลิลี

ลองนึกภาพตามข้าพเจ้าว่า ท่านเป็นวัยรุ่นในเมืองคาเปอรนาอุมใกล้ทะเลกาลิลีระหว่างการปฏิบัติศาสนกิจของพระเยซูคริสต์ ข่าวแพร่สะพัดเกี่ยวกับรับบีคนหนึ่ง—หรือท่านอาจารย์—ซึ่งข่าวสารของรับบีผู้นี้ดึงดูดผู้คนจํานวนมาก บรรดาเพื่อนบ้านวางแผนจะเดินทางไปยังภูเขาที่มองลงมาเห็นท้องทะเลเพื่อฟังพระองค์

ท่านเดินร่วมไปกับคนอื่นๆ บนถนนฝุ่นคลุ้งของกาลิลี เมื่อท่านไปถึง ฝูงชนจํานวนมากที่มารวมตัวกันเพื่อฟังพระเยซูองค์นี้ทําให้ท่านประหลาดใจ บางคนกระซิบเบาๆ ว่า “พระเมสสิยาห์”

ท่านฟัง ถ้อยคําของพระองค์สัมผัสใจท่าน ระหว่างการเดินทางกลับบ้านอันยาวนาน ท่านเลือกความเงียบแทนการสนทนา

ท่านไตร่ตรองถึงสิ่งอัศจรรย์—สิ่งที่อยู่เหนือแม้กฎของโมเสส ทรงพูดถึงการหันแก้มอีกข้างและการรักศัตรูของท่าน ทรงสัญญาว่า “คนที่สร้างสันติก็เป็นสุข เพราะว่าพระ‍เจ้าจะทรงเรียกเขา‍ทั้ง‍หลายว่าเป็นลูก”

ในโลกความเป็นจริง เมื่อท่านรู้สึกถึงความหนักหน่วงของวันอันแสนยาก—ความไม่แน่นอนและความกลัว—สันติสุขดูเหมือนจะอยู่ห่างไกล

ฝีเท้าของท่านเร่งขึ้น ท่านถึงบ้านด้วยความเหนื่อยหอบ ครอบครัวท่านมารวมกัน พ่อของท่านถามว่า “เล่าให้เราฟังหน่อยว่าลูกได้ยินอะไรและรู้สึกอย่างไร”

ท่านเล่าว่าพระองค์ทรงเชื้อเชิญให้ท่านส่องแสงสว่างต่อผู้อื่น แสวงหาความชอบธรรมแม้เมื่อถูกข่มเหง เสียงท่านสั่นเครือเมื่อกล่าวซ้ำว่า: “คนที่สร้างสันติก็เป็นสุข เพราะว่าพระ‍เจ้าจะทรงเรียกเขา‍ทั้ง‍หลายว่าเป็นลูก”

ท่านถามว่า “ผมจะเป็นผู้สร้างสันติได้จริงไหม ในเมื่อโลกอยู่ในความโกลาหล ใจผมมีแต่ความกลัว และสันติสุขก็ดูจะอยู่ห่างไกลเหลือเกิน?”

พ่อเหลือบมองไปทางแม่และตอบเบาๆ ว่า “ได้สิ เราเริ่มต้นจากจุดพื้นฐานที่สุด—คือในใจเรา จากนั้นคือในบ้านและครอบครัว เมื่อเราฝึกฝนที่นั่น การสร้างสันติจะสามารถแผ่ขยายออกไปตามถนนและหมู่บ้านของเราได้”

ข้ามเวลาไป 2,000 ปีต่อมา

ข้ามเวลาไป 2,000 ปีต่อมา ไม่ต้องจินตนาการ—นี่คือโลกความเป็นจริง ถึงแม้แรงกดดันที่คนรุ่นใหม่รู้สึกจะต่างจากคนรุ่นเยาว์ในกาลิลี—ทั้งเรื่องการแบ่งขั้ว โลกิยานุวัติ การตอบโต้ ความเดือดดาลบนท้องถนน ความเกรี้ยวกราด และการรุมวิพากษ์วิจารณ์บนโซเชียลมีเดีย—คนทั้งสองรุ่นต่างเผชิญกับวัฒนธรรมแห่งความขัดแย้งและความตึงเครียด

น่ายินดีที่เยาวชนชายหญิงของเราถูกดึงดูดคล้ายๆ กันให้เข้าสู่ช่วงเทศนาบนภูเขาของตัวเอง: ในเซมินารี การประชุมเพื่อความเข้มแข็งของเยาวชน และ จงตามเรามา ซึ่งพวกเขาได้รับคำเชื้อเชิญอมตะเดียวกันจากพระเจ้าให้: ส่องแสงสว่างต่อผู้อื่น แสวงหาความชอบธรรมแม้เมื่อถูกข่มเหง และรักศัตรู

ทั้งยังได้รับคํากระตุ้นจากศาสดาพยากรณ์ที่มีชีวิตในยุคแห่งการฟื้นฟูว่า: “เราต้องการผู้สร้างสันติ” จงแสดงความไม่เห็นด้วยโดยปราศจากการสร้างความไม่พอใจ แทนที่ความขัดแย้งและความจองหองด้วยการให้อภัยและความรัก สร้างสะพานแห่งความร่วมมือและความเข้าใจ ไม่ใช่กําแพงแห่งอคติหรือการแบ่งแยก และคําสัญญาเดียวกันนั้นคือ: “คนที่สร้างสันติก็เป็นสุข เพราะว่าพระ‍เจ้าจะทรงเรียกเขา‍ทั้ง‍หลายว่าเป็นลูก”

ใจคนรุ่นใหม่ในปัจจุบันเปี่ยมด้วยประจักษ์พยานในพระเยซูคริสต์และความหวังสําหรับอนาคต แต่พวกเขายังถามเช่นกันว่า “ฉันจะเป็นผู้สร้างสันติได้จริงไหม ในเมื่อโลกอยู่ในความโกลาหล ใจฉันมีแต่ความกลัว และสันติสุขก็ดูจะอยู่ห่างไกลเหลือเกิน?”

เสียงตอบดังกึกก้องอีกครั้งคือ ได้สิ! เราน้อมรับพระวจนะของพระผู้ช่วยให้รอดที่ว่า: “เรามอบสันติสุขไว้กับพวกท่าน สันติสุขของเราที่ให้กับท่าน … อย่าให้ใจของท่านเป็นทุกข์ อย่ากลัวเลย”

ทุกวันนี้ การสร้างสันติยังคงเริ่มต้นจากจุดพื้นฐานที่สุด—คือในใจเรา จากนั้นคือในบ้านและครอบครัว เมื่อเราฝึกฝนที่นั่น การสร้างสันติจะสามารถแผ่ขยายออกไปตามถนนและหมู่บ้านของเราได้

ลองพิจารณาสามแห่งนี้ที่วิสุทธิชนยุคสุดท้ายยุคปัจจุบันสร้างสันติ

สร้างสันติในใจเรา

จุดแรกคือในใจเรา องค์ประกอบที่เห็นได้ชัดในการปฏิบัติศาสนกิจของพระคริสต์แสดงให้เห็นว่าเด็กๆ ถูกดึงดูดมาหาพระองค์อย่างไร ในนั้นมีคำบอกใบ้ การมองเข้าไปในใจที่สร้างสันติอันบริสุทธิ์และไร้เดียงสาของเด็กๆ อาจเป็นแรงบันดาลใจให้กับใจเราเอง ต่อไปนี้คือวิธีที่เด็กปฐมวัยหลายคนตอบคำถามที่ว่า “ผู้สร้างสันติมีลักษณะอย่างไร?”

ข้าพเจ้าถ่ายทอดคําตอบจากใจพวกเขาโดยตรง! ลุคพูดว่า “ช่วยเหลือผู้อื่นเสมอ” เกรซแบ่งปันว่าการให้อภัยกันสําคัญมาก แม้ตอนที่รู้สึกว่าไม่ยุติธรรม แอนนาพูดว่า “หนูเห็นคนที่ไม่มีใครเล่นด้วย ก็เลยไปเล่นกับเธอ” ลินดีย์สะท้อนให้ฟังว่าการเป็นผู้สร้างสันติคือการช่วยเหลือผู้อื่น “แล้วเราก็ช่วยคนอื่นต่อ มันก็จะถูกส่งต่อไปเรื่อยๆ” เลียมพูดว่า “อย่าใจร้ายกับคนอื่น แม้คนอื่นจะใจร้ายกับเราก็ตาม” ลอนดอนพูดอย่างหนักแน่นว่า “ถ้ามีคนมาล้อหรือใจร้ายกับเรา ให้พูดว่า ‘ช่วยหยุดเถอะนะ’” เทรเวอร์ตั้งข้อสังเกตว่า “ถ้ามีโดนัทเหลืออยู่หนึ่งชิ้นแต่ทุกคนอยากกิน ก็ให้แบ่งกัน”

คําตอบของเด็กๆ เหล่านี้เป็นหลักฐานยืนยันต่อข้าพเจ้าว่าเราทุกคนเกิดมาพร้อมกับแนวโน้มอันศักดิ์สิทธิ์ที่โน้มไปสู่ความเมตตาและความเห็นอกเห็นใจ พระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์บํารุงเลี้ยงและถักทอคุณลักษณะแห่งสวรรค์เหล่านี้รวมถึงการสร้างสันติเข้าไปในใจเรา ซึ่งเป็นพรแก่เราในชีวิตนี้และชีวิตหน้า

สร้างสันติที่บ้าน

สอง สร้างสันติในบ้านของเราโดยให้แบบแผนของพระเจ้ามีอิทธิพลต่อความสัมพันธ์ที่เรามีต่อกัน ได้แก่ การชักชวน ความอดกลั้น ความสุภาพอ่อนน้อม ความอ่อนโยน และความรักที่ไม่เสแสร้ง

ต่อไปนี้เป็นเรื่องราวสร้างแรงบันดาลใจที่แสดงให้เห็นว่าครอบครัวหนึ่งทําให้การสร้างสันติเป็นธุระของคนทั้งครอบครัวโดยนําหลักธรรมเหล่านี้ไปปฏิบัติอย่างไร

เด็กๆ ในครอบครัวนี้มีปัญหาเรื่องความสัมพันธ์กับผู้ใหญ่ที่มักจะอารมณ์ไม่ดี วางท่าเหนือกว่า และพูดจาห้วนๆ เด็กๆ ทั้งเจ็บปวดและคับข้องใจ เริ่มสงสัยว่าหนทางเดียวที่จะไปต่อได้คือต้องสะท้อนพฤติกรรมใจร้ายแบบเดียวกันกลับไป

เย็นวันหนึ่ง ครอบครัวเปิดอกคุยกันถึงความตึงเครียดและผลกระทบที่เกิดขึ้น แล้วความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมา—ไม่ใช่แค่ทางออก แต่เป็นการทดลอง

แทนที่จะตอบสนองด้วยความเงียบหรือการตอบโต้ เด็กๆ จะทําสิ่งที่ไม่คาดคิด: พวกเขาจะตอบกลับด้วยความอ่อนโยน ไม่ใช่แค่การข่มอารมณ์อย่างสุภาพ แต่เป็นการตั้งใจมอบคำพูดอ่อนโยนและการกระทำด้วยความอาทรจากใจจริง ไม่ว่าพวกเขาจะได้รับการปฏิบัติกลับมาอย่างไร ทุกคนตกลงที่จะลองทำตามช่วงเวลาที่กําหนด แล้วกลับมาคุยกันเพื่อสะท้อนผลลัพธ์

แม้บางคนจะลังเลในตอนแรก แต่ก็ตั้งใจทําตามแผนด้วยใจจริง

สิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นน่าทึ่งเกินคาด

ความสัมพันธ์ที่เคยเย็นชาเริ่มอบอุ่นขึ้น รอยยิ้มเข้ามาแทนที่ความบึ้งตึง ผู้ใหญ่ที่เคยห่างเหินและแข็งกร้าวเริ่มเปลี่ยนไป เด็กๆ ที่ได้รับพลังจากการเลือกที่จะนําด้วยความรัก พบปีติในการเปลี่ยนแปลงนี้ การเปลี่ยนแปลงนั้นลึกซึ้งมากจนไม่จําเป็นต้องมีการประชุมติดตามผลตามที่วางไว้อีกต่อไป ความอ่อนโยนได้ทำหน้าที่ของมันอย่างเงียบๆ

ในที่สุด สายสัมพันธ์แห่งมิตรภาพที่แท้จริงก็ก่อตัวขึ้นและหนุนใจทุกคน การเป็นผู้สร้างสันติ เราต้องให้อภัยผู้อื่นและตั้งใจเสริมสร้างผู้อื่น แทนที่จะทําลาย

สร้างสันติในชุมชน

สาม สร้างสันติในชุมชนของเรา ในช่วงวุ่นวายของสงครามโลกครั้งที่สอง เอ็ลเดอร์จอห์น เอ. วิดท์โซ สอนว่า: “หนทางเดียวที่จะสร้างชุมชนให้มีสันติสุขคือสร้างชายและหญิงที่เป็นผู้รักสันติและผู้สร้างสันติ ด้วยหลักคำสอนนั้นของพระคริสต์ แต่ละคน … กุมสันติสุขของโลก [ทั้งใบ] ไว้ในมือ”

เรื่องต่อไปนี้แสดงให้เห็นหลักการนั้นอย่างงดงาม

หลายปีก่อน ชายสองคน—อิหม่ามชาวมุสลิมกับบาทหลวงชาวคริสต์จากไนจีเรีย—ยืนอยู่คนละฟากของการแบ่งแยกอันเจ็บปวดทางศาสนา ทั้งสองผ่านการทนทุกข์แสนสาหัส แต่ด้วยพลังเยียวยาของการให้อภัย พวกเขาเลือกที่จะเดินร่วมเส้นทางเดียวกัน

บาทหลวงเจมส์ วูเย และอิหม่ามมูฮัมหมัด อาชาฟา

อิหม่ามมูฮัมหมัด อาชาฟา และบาทหลวงเจมส์ วูเย กลายเป็นเพื่อนและพันธมิตรที่ไม่น่าเป็นไปได้ในการสร้างสันติ พวกเขาร่วมกันจัดตั้งศูนย์ไกล่เกลี่ยระหว่างศาสนา ทุกวันนี้พวกเขาสอนผู้อื่นให้แทนที่ความเกลียดชังด้วยความหวัง ในฐานะผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพถึงสองครั้ง ทั้งคู่เพิ่งเป็นผู้รับรางวัลสันติภาพเครือจักรภพ (Commonwealth Peace Prize) เป็นรุ่นแรก

ปัจจุบันอดีตศัตรูทั้งสองเดินทางออกไปฟื้นฟูสิ่งที่แตกสลายเคียงข้างกัน เป็นพยานที่มีชีวิตว่าคำเชื้อเชิญของพระผู้ช่วยให้รอดให้เป็นผู้สร้างสันติไม่เพียงเป็นไปได้เท่านั้น—แต่ยังทรงพลังด้วย

เมื่อเราได้รู้จักรัศมีภาพของพระผู้เป็นเจ้า เรา “จะไม่มีจิตใจมุ่งร้ายกัน, แต่จะอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุข” ในกลุ่มนมัสการและชุมชนของเรา ขอให้เราเลือกมองกันในฐานะบุตรธิดาของพระผู้เป็นเจ้า

แผนหนึ่งสัปดาห์สู่การเป็นผู้สร้างสันติ

โดยสรุป ข้าพเจ้าขอมอบคำเชื้อเชิญ การสร้างสันติเรียกร้องการลงมือทำ—สิ่งที่เราแต่ละคนจะเริ่มทําตั้งแต่วันพรุ่งนี้คืออะไร? ท่านสนใจจะลองแผนสามขั้นตอนสู่การเป็นผู้สร้างสันติในหนึ่งสัปดาห์ไหม?

  1. พื้นที่ปลอดความขัดแย้งในบ้าน: เมื่อเริ่มมีความขัดแย้ง ให้หยุดสักครู่ แล้วเริ่มต้นใหม่ด้วยคําพูดและการกระทําที่อ่อนโยน

  2. สร้างสะพานโลกดิจิทัล: ก่อนโพสต์ ตอบกลับ หรือแสดงความคิดเห็นทางออนไลน์ ให้ถามว่า “การทำเช่นนี้จะสร้างสะพานหรือไม่?” ถ้าไม่ ให้หยุด อย่าส่ง แบ่งปันสิ่งดีงามแทน ประกาศสันติแทนความเกลียดชัง

  3. แก้ไขและคืนดี: สมาชิกครอบครัวแต่ละคนอาจค้นหาความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดเพื่อไปขอโทษ ดูแล แก้ไข และกลับมาคืนดี

สรุป

สองสามเดือนแล้วที่ข้าพเจ้ารู้สึกถึงการกระตุ้นเตือนที่ไม่อาจปฏิเสธได้ ซึ่งนํามาสู่ข่าวสารเรื่องนี้: “คนที่สร้างสันติก็เป็นสุข” สุดท้ายนี้ ข้าพเจ้าขอแบ่งปันความรู้สึกที่ตราตรึงใจข้าพเจ้าตลอดช่วงเวลานี้

การสร้างสันติเป็นคุณลักษณะแบบพระคริสต์ บางครั้งผู้สร้างสันติถูกมองว่าไร้เดียงสาหรืออ่อนแอ—จากทุกๆ ฝ่าย ทว่าการเป็นผู้สร้างสันติไม่ใช่การเป็นคนอ่อนแอ แต่เข้มแข็งในแบบที่โลกอาจไม่เข้าใจ การสร้างสันติต้องใช้ความกล้าหาญและการประนีประนอม แต่ไม่จำเป็นต้องทิ้งหลักธรรม การสร้างสันติคือการนําด้วยใจที่เปิดกว้าง ไม่ใช่ความคิดที่ปิดกั้น คือการยื่นมือออกไปหากัน ไม่ใช่กําหมัดแน่นใส่กัน การสร้างสันติไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ พระเยซูคริสต์ทรงสอนเรื่องนี้ด้วยพระองค์เอง ทั้งกับคนที่อยู่ในพระคัมภีร์ไบเบิลและพระคัมภีร์มอรมอน ศาสดาพยากรณ์ยุคปัจจุบันสอนเรื่องการสร้างสันติมาตั้งแต่ยุคแรกสุดของการฟื้นฟูมาจนถึงทุกวันนี้

เราบรรลุบทบาทอันสูงส่งของเราในฐานะบุตรธิดาของพระบิดาบนสวรรค์ผู้ทรงเปี่ยมด้วยความรักเมื่อเราพากเพียรเป็นผู้สร้างสันติ ข้าพเจ้าแสดงประจักษ์พยานถึงพระเยซูคริสต์ ผู้ทรงเป็นองค์สันติราช พระบุตรของพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงพระชนม์ ในพระนามของพระเยซูคริสต์ เอเมน