“หายไปหมดแล้ว,” บทที่ 5 ของ วิสุทธิชน: เรื่องราวของศาสนจักรของพระเยซูคริสต์ในยุคสุดท้าย, เล่ม 1, มาตรฐานแห่งความจริง, 1815–181846 (2018)
บทที่ 5: “หายไปหมดแล้ว”
บทที่ 5
หายไปหมดแล้ว
หลังจากโจเซฟนำแผ่นจารึกทองคำมาบ้าน พวกแสวงหาสมบัติพยายามขโมยแผ่นจารึกอยู่หลายสัปดาห์ เพื่อรักษาบันทึกให้ปลอดภัย เขาต้องย้ายแผ่นจารึกไปมา โดยซ่อนแผ่นจารึกไว้ใต้เตาไฟ ใต้พื้นร้านของพ่อเขาและในกองธัญพืช เขาต้องระแวดระวังอยู่ตลอดเวลา
เพื่อนบ้านที่สนใจใคร่รู้แวะมาที่บ้านเพื่อขอดูบันทึก โจเซฟปฏิเสธตลอดเวลา แม้เมื่อบางคนเสนอว่าจะจ่ายเงินให้เขา เขาตั้งใจจะดูแลแผ่นจารึกโดยวางใจในคำสัญญาของพระเจ้าว่าหากเขาทำทุกสิ่งที่ทำได้ พระองค์จะทรงคุ้มครองแผ่นจารึกเหล่านั้น
บ่อยครั้ง การรบกวนเหล่านี้ทำให้เขาไม่สามารถตรวจสอบแผ่นจารึกและเรียนรู้มากขึ้นเกี่ยวกับอูริมและทูมมิม เขารู้ว่าเครื่องแปลความหมายมีไว้เพื่อช่วยเขาแปลแผ่นจารึก แต่เขาไม่เคยใช้ศิลาผู้หยั่งรู้ อ่านภาษาโบราณมาก่อน เขาตื่นเต้นที่จะเริ่มงาน แต่เขาไม่รู้แน่ชัดว่าจะทำอย่างไร
ขณะโจเซฟศึกษาแผ่นจารึก เจ้าของที่ดินซึ่งเป็นที่เคารพนับถือในพอลไมราชื่อมาร์ติน แฮร์ริสเริ่มสนใจงานของเขา มาร์ตินมีอายุพอที่จะเป็นพ่อของโจเซฟและบางครั้งเขาจ้างโจเซฟไปช่วยงานในที่ดินของเขา มาร์ตินได้ยินเกี่ยวกับแผ่นจารึกทองคำแต่ไม่ได้คิดอะไรมากจนกระทั่งมารดาของโจเซฟเชื้อเชิญให้เขาไปเยี่ยมลูกชายของเธอ
โจเซฟออกไปทำงานเมื่อมาร์ตินแวะมาหา เขาจึงถามเอ็มมาและสมาชิกครอบครัวคนอื่นๆ เกี่ยวกับแผ่นจารึก เมื่อโจเซฟกลับมาบ้าน มาร์ตินคว้าแขนเขาและถามรายละเอียดเพิ่มเติม โจเซฟบอกเขาเกี่ยวกับแผ่นจารึกทองคำและคำแนะนำของโมโรไนให้แปลและพิมพ์งานเขียนที่อยู่บนแผ่นจารึก
“หากนี่เป็นงานของมาร” มาร์ตินกล่าว “ผมไม่อยากจะยุ่งด้วย” แต่หากนี่คืองานของพระเจ้า เขาต้องการช่วยโจเซฟประกาศให้โลกรู้
โจเซฟให้มาร์ตินยกแผ่นจารึกในหีบใส่กุญแจ มาร์ตินบอกได้ว่ามีของหนัก แต่เขาไม่เชื่อว่านั่นเป็นแผ่นจารึกทองคำ “คุณอย่าว่าผมที่ไม่เชื่อคำพูดของคุณนะครับ” เขาบอกโจเซฟ
เมื่อมาร์ตินกลับถึงบ้านหลังจากเที่ยงคืน เขาค่อยๆ เดินเข้าไปในห้องนอนและสวดอ้อนวอนโดยสัญญากับพระผู้เป็นเจ้าว่าจะให้ทุกสิ่งที่เขามีหากเขาได้รู้ว่าโจเซฟกำลังทำงานจากสวรรค์
ขณะที่เขาสวดอ้อนวอน มาร์ตินรู้สึกถึงเสียงสงบแผ่วเบาตรัสกับจิตวิญญาณของเขา เรารู้ทันทีว่าแผ่นจารึกมาจาก พระผู้เป็นเจ้า—และเขารู้ว่าเขาต้องช่วยโจเซฟแบ่งปันข่าวสารจากแผ่นจารึก
ปลายปี 1827 เอ็มมารู้ว่าเธอตั้งครรภ์ เธอจึงเขียนไปหาบิดามารดาของเธอ เป็นเวลาเกือบหนึ่งปีแล้วที่เธอกับโจเซฟแต่งงานกัน และบิดามารดาของเธอยังคงไม่พอใจ แต่ครอบครัวเฮลยอมให้คู่สามีภรรยาหนุ่มสาวกลับไปฮาร์โมนีย์เพื่อเอ็มมาจะได้คลอดบุตรใกล้กับครอบครัวของเธอ
ถึงแม้เรื่องนี้จะทำให้โจเซฟต้องจากพ่อแม่และพี่น้องของเขาไป แต่เขากระตือรือร้นที่จะไป ผู้คนที่นิวยอร์กยังคงพยายามขโมยแผ่นจารึก การย้ายไปที่ใหม่อาจทำให้เขาสงบและมีความเป็นส่วนตัวที่จำเป็นต่อการทำงานของพระเจ้า แต่โชคร้าย เขาเป็นหนี้และไม่มีเงินย้าย
โจเซฟเข้าไปในเมืองเพื่อจ่ายหนี้บางส่วนโดยหวังว่าจะจัดการเรื่องการเงินของเขาให้จบ ขณะที่เขากำลังจ่ายเงินอยู่ในร้าน มาร์ติน แฮร์ริสเดินมาหาเขา “นี่ห้าสิบดอลลาห์ครับ คุณสมิธ” เขากล่าว “ผมให้คุณเพื่อทำงานของพระเจ้า”
โจเซฟรู้สึกประหม่าที่จะรับเงินและสัญญาว่าจะจ่ายคืน แต่มาร์ตินบอกไม่ให้กังวลเรื่องนั้น เงินนั้นเป็นของขวัญ เขาเรียกให้ทุกคนที่อยู่ในห้องเป็นพยานว่าเขาเต็มใจให้
ไม่นานหลังจากนั้น โจเซฟจ่ายหนี้ของเขาจนหมดและขนสัมภาระขึ้นเกวียน จากนั้นเขาและเอ็มมาออกเดินทางไปฮาร์โมนีย์พร้อมกับแผ่นจารึกทองคำซ่อนไว้ในถังถั่ว
ทั้งคู่เดินทางไปถึงบ้านหลังใหญ่ของครอบครัวเฮลประมาณหนึ่งสัปดาห์หลังจากนั้น ไม่นาน บิดาของเอ็มมาขอดูแผ่นจารึกทองคำ แต่โจเซฟบอกว่าเขาจะดูได้เฉพาะหีบที่เขาเก็บแผ่นจารึกเท่านั้น ด้วยความรำคาญ ไอแซคจึงยกหีบใส่กุญแจและรู้สึกถึงน้ำหนักของหีบใบนั้น แต่เขายังคงสงสัย เขาบอกว่าโจเซฟเก็บมันไว้ที่บ้านไม่ได้เว้นแต่จะให้เขาดูว่ามีอะไรอยู่ข้างใน
การแปลไม่ง่ายเลยเมื่อมีบิดาของเอ็มมาอยู่ด้วย แต่โจเซฟก็พยายามสุดความสามารถ เอ็มมาช่วยเขาคัดลอกอักขระแปลกๆ จากแผ่นจารึกลงบนกระดาษเป็นจำนวนมาก จากนั้น เขาพยายามแปลอักขระเหล่านั้นด้วยอูริมและทูมมิมเป็นเวลาหลายสัปดาห์ ขั้นตอนดังกล่าวทำให้เขาต้องทำมากกว่ามองเข้าไปในเครื่องแปล เขาต้องอ่อนน้อมถ่อมตนและใช้ศรัทธาเมื่อเขาศึกษาอักขระ
ไม่กี่เดือนหลังจากนั้น มาร์ตินมาที่ฮาร์โมนีย์ เขาบอกว่าเขารู้สึกว่าพระเจ้าทรงเรียกให้เขาเดินทางมาไกลถึงนิวยอร์กซิตี้เพื่อปรึกษาผู้เชี่ยวชาญภาษาโบราณ เขาหวังว่าคนเหล่านั้นจะแปลอักขระได้
โจเซฟคัดลอกอักขระอีกหลายตัวจากแผ่นจารึก เขียนการแปลของเขาและยื่นกระดาษให้มาร์ติน จากนั้นเขาและเอ็มมามองดูขณะเพื่อนของพวกเขามุ่งไปทางตะวันออกเพื่อปรึกษากับนักวิชาการผู้มีชื่อเสียง
เมื่อมาร์ตินมาถึงนิวยอร์กซิตี้ เขาไปพบกับชาร์ลส์ แอนธัน ศาสตราจารย์ภาษาละตินและกรีกที่วิทยาลัยโคลัมเบีย ศาสตราจารย์แอนธันเป็นชายหนุ่ม—อายุน้อยกว่ามาร์ตินประมาณสิบห้าปี—เขามีชื่อเสียงในเรื่องการตีพิมพ์สารานุกรมฉบับประชานิยมเกี่ยวกับวัฒนธรรมกรีกและโรมัน เขาเริ่มรวบรวมเรื่องราวของชนพื้นเมืองอเมริกันด้วย
แอนธันเป็นนักวิชาการที่เคร่งครัดซึ่งไม่ชอบให้ใครมารบกวน แต่เขาต้อนรับมาร์ตินและศึกษาอักขระพร้อมกับงานแปลที่โจเซฟให้มา แม้ว่าศาสตราจารย์ท่านนี้ไม่รู้ภาษาอียิปต์ แต่เขาเคยอ่านการศึกษาเกี่ยวกับภาษานี้และรู้ว่าอักขระมีลักษณะอย่างไร เมื่อดูอักขระเหล่านี้แล้ว เขามองเห็นความคล้ายคลึงกับภาษาอียิปต์และบอกมาร์ตินว่าการแปลนั้นถูกต้อง
มาร์ตินให้เขาดูอักขระมากขึ้น และแอนธันตรวจสอบอักขระเหล่านั้น เขากล่าวว่ามันมีอักขระจากภาษาโบราณหลายภาษาและมอบใบรับรองให้มาร์ตินเพื่อยืนยันว่าเป็นอักขระแท้ เขาแนะนำให้มาร์ตินนำอักขระไปให้นักวิชาการอีกท่านหนึ่งชื่อซามูเอล มิทเชลล์ดูด้วย นักวิชาการท่านนี้เคยสอนที่วิทยาลัยโคลัมเบีย
“เขามีความรู้เยอะมากเกี่ยวกับภาษาโบราณเหล่านี้“ แอนธันกล่าว “และผมจะไม่สงสัยเลยถ้าเขาทำให้คุณพอใจได้”
มาร์ตินเก็บใบรับรองไว้ในกระเป๋าของเขา แต่ทันทีที่เขากำลังจะออกไป แอนธันเรียกเขากลับมา เขาอยากรู้ว่าโจเซฟพบแผ่นจารึกทองคำได้อย่างไร
“เทพองค์หนึ่งของพระผู้เป็นเจ้า” มาร์ตินกล่าว “เปิดเผยแก่เขา” เขาเป็นพยานว่าการแปลแผ่นจารึกจะเปลี่ยนโลกและปกป้องโลกจากความพินาศ เวลานี้เขามีหลักฐานยืนยันความเป็นจริงของมัน เขาตั้งใจขายที่นาของเขาและบริจาคเงินเพื่อพิมพ์งานแปล
“ผมขอดูใบรับรองฉบับนั้น” แอนธันกล่าว
มาร์ตินล้วงเข้าไปในกระเป๋าและยื่นให้เขา แอนธันฉีกมันเป็นชิ้นๆ และกล่าวว่าไม่มีสิ่งที่เรียกว่าการปฏิบัติของเหล่าเทพ หากโจเซฟต้องการแปลแผ่นจารึก เขาควรนำแผ่นจารึกมาที่โคลัมเบียและให้นักวิชาการแปลแผ่นจารึกเหล่านั้น
มาร์ตินอธิบายว่าส่วนหนึ่งของแผ่นจารึกได้รับการผนึกไว้และโจเซฟไม่ได้รับอนุญาตให้นำออกมาให้ใครดู
“ผมก็อ่านหนังสือที่ผนึกไว้ไม่ได้“ แอนธันกล่าว เขาเตือนมาร์ตินว่าโจเซฟน่าจะกำลังฉ้อโกงเขา “ระวังคนโกง” เขากล่าว
มาร์ตินละจากศาสตราจารย์แอนธันและไปหาซามูเอล มิทเชลล์ เขาต้อนรับมาร์ตินอย่างสุภาพ ฟังเรื่องของเขา พลางดูอักขระและงานแปล เขาไม่สามารถแปลความหมายของอักขระได้ แต่เขาพูดว่าอักขระเหล่านี้ทำให้เขานึกถึงอักษรภาพอียิปต์โบราณและเป็นงานเขียนของชนชาติที่สูญหายไปแล้ว
มาร์ตินออกจากเมืองไปไม่นานหลังจากนั้นและกลับไปฮาร์โมนีย์โดยมั่นใจมากกว่าเดิมว่าโจเซฟมีแผ่นจารึกทองคำโบราณและอำนาจแปลแผ่นจารึก เขาบอกโจเซฟเกี่ยวกับการพูดคุยของเขากับศาสตราจารย์ทั้งสองท่านและบอกเหตุผลว่าหากชายที่มีการศึกษาที่สุดในอเมริกาแปลหนังสือนี้ไม่ได้ โจเซฟต้องแปล
“ผมทำไม่ได้” โจเซฟกล่าว “เพราะผมไม่ใช่คนมีความรู้” แต่เขารู้ว่าพระเจ้าทรงเตรียมเครื่องแปลเพื่อว่าเขาจะแปลแผ่นจารึกได้
มาร์ตินเห็นด้วย เขาวางแผนกลับไปพอลไมรา จัดการธุรกิจของเขาให้เรียบร้อยและกลับมาเร็วที่สุดเพื่อทำหน้าที่เป็นผู้จดคำแปลให้โจเซฟ
ในเดือนเมษายน ปี 1828 เอ็มมาและโจเซฟอาศัยอยู่ในบ้านเลียบชายฝั่งแม่น้ำซัสเควฮันนาไม่ไกลจากบ้านบิดามารดาของเธอ ตอนนี้ครรภ์เธอแก่ใกล้คลอด เอ็มมามักทำหน้าที่เป็นผู้จดคำแปลให้โจเซฟหลังจากเขาเริ่มแปลบันทึก วันหนึ่งขณะที่เขาแปล ทันใดนั้นโจเซฟก็หน้าซีด “เอ็มมา เยรูซาเล็มมีกำแพงล้อมรอบไหม?” เขาถาม
“มี” เธอตอบ โดยทวนคำบรรยายถึงกำแพงในพระคัมภีร์ไบเบิล
“โอ้” โจเซฟพูดด้วยความโล่งใจ “ผมกลัวว่าผมจะถูกหลอก”
เอ็มมาประหลาดใจว่าการที่สามีเธอขาดความรู้ด้านประวัติศาสตร์และพระคัมภีร์ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการแปล จดหมายสักฉบับก็ยังยากที่โจเซฟจะเขียนให้อ่านรู้เรื่องได้ กระนั้นชั่วโมงแล้วชั่วโมงเล่าที่เธอนั่งใกล้กับเขาขณะที่เขาบอกคำในบันทึกให้เธอจดโดยไม่มีความช่วยเหลือจากหนังสือหรือต้นฉบับใดๆ ทั้งสิ้น เธอรู้ว่ามีแต่พระผู้เป็นเจ้าเท่านั้นที่ดลใจให้เขาแปลอย่างที่เขาทำ
ไม่นาน มาร์ตินกลับมาจากพอลไมราและทำหน้าที่เป็นผู้จดคำแปลเพื่อให้เอ็มมามีโอกาสพักผ่อนก่อนคลอดบุตร แต่การพักผ่อนก็ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างง่ายดาย ลูซี ภรรยาของมาร์ตินยืนยันจะมาที่ฮาร์โมนีย์กับเขา ทั้งนายและนางแฮร์ริสมีบุคลิกที่แข็งกร้าว ลูซีสงสัยความปรารถนาของมาร์ตินที่จะสนับสนุนโจเซฟทางการเงินและโกรธที่เขาไปนิวยอร์กซิตี้โดยไม่พาเธอไปด้วย เมื่อเขาบอกเธอว่าเขากำลังจะไปฮาร์โมนีย์เพื่อช่วยงานแปล เธอขอไปด้วยโดยตั้งใจที่จะเห็นแผ่นจารึก
ลูซีกำลังสูญเสียการได้ยิน และเมื่อเธอไม่เข้าใจสิ่งที่คนกำลังพูด บางครั้งเธอนึกว่าพวกเขาวิพากษ์วิจารณ์เธอ และเธอก็ไม่ค่อยเคารพความเป็นส่วนตัวของคนอื่นด้วยเช่นกัน หลังจากโจเซฟปฏิเสธที่จะให้เธอดูแผ่นจารึก เธอเริ่มค้นหาทั่วบ้าน รื้อชั้น ตู้ และหีบเก็บเครื่องใช้ของครอบครัว โจเซฟแทบไม่มีทางเลือกจึงต้องนำแผ่นจารึกไปซ่อนในป่า
ไม่นานลูซีก็ออกจากบ้านไปพักอยู่กับเพื่อนบ้าน เอ็มมาได้ชั้นและตู้กลับมาใช้อีกครั้ง แต่ตอนนี้ลูซีบอกเพื่อนบ้านว่าโจเซฟกำลังพยายามหลอกเอาเงินของมาร์ติน หลังจากสร้างปัญหาหลายสัปดาห์ ลูซีก็กลับไปบ้านที่พอลไมรา
เมื่อความสงบสุขกลับคืนมา โจเซฟและมาร์ตินก็รีบแปล โจเซฟกำลังเติบโตในบทบาทอันสูงส่งของท่านในฐานะผู้หยั่งรู้และผู้เปิดเผย เมื่อมองเข้าไปในเครื่องแปลหรือศิลาผู้หยั่งรู้อีกก้อนหนึ่ง เขาสามารถแปลได้ไม่ว่าแผ่นจารึกจะอยู่ตรงหน้าเขาหรือห่ออยู่ในผ้าลินินของเอ็มมาบนโต๊ะ
ตลอดเดือนเมษายน พฤษภาคม และต้นมิถุนายน เอ็มมาฟังจังหวะเสียงของโจเซฟที่กำลังบอกให้จดบันทึก เขาพูดช้าๆ แต่ชัด หยุดเป็นครั้งคราวเพื่อรอให้มาร์ตินพูดว่า “จดแล้ว” หลังจากที่เขาเขียนสิ่งที่โจเซฟพูดจบ เอ็มมาผลัดกันทำหน้าที่ผู้จดคำแปลด้วย เธอแปลกใจว่าหลังจากขัดจังหวะและหยุด โจเซฟสามารถเริ่มแปลต่อจากเดิมโดยไม่ต้องมีการเตือนความจำ
ไม่นานก็ถึงเวลาที่ลูกของเอ็มมาจะคลอด หน้าต้นฉบับกองหนาขึ้นทุกที และมาร์ตินเชื่อว่าหากเขาให้ภรรยาของเขาอ่านงานแปล เธอจะเห็นคุณค่าของงานนี้และหยุดก้าวก่ายงานของพวกเขา เขาหวังด้วยว่าลูซีจะพอใจกับวิธีที่เขาใช้เวลาและเงินของเขาเพื่อช่วยนำพระคำของพระผู้เป็นเจ้าออกมา
วันหนึ่ง มาร์ตินขออนุญาตโจเซฟนำต้นฉบับไปพอลไมราสองสามสัปดาห์ โจเซฟกังวลเกี่ยวกับความคิดนี้เนื่องจากจำได้ว่าลูซี แฮร์ริสทำตัวอย่างไรเมื่อเธอมาเยี่ยมบ้าน แต่เขาก็ต้องการสร้างความพอใจให้มาร์ติน ผู้ที่เชื่อเขาเมื่อครั้งคนมากมายสงสัยคำพูดของเขา
เมื่อไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร โจเซฟจึงสวดอ้อนวอนเพื่อขอการนำทาง และพระเจ้าตรัสบอกเขาไม่ให้มาร์ตินนำต้นฉบับเหล่านั้นไป แต่มาร์ตินมั่นใจว่าการให้ภรรยาเขาดูต้นฉบับเหล่านั้นจะเปลี่ยนทุกสิ่งและเขาอ้อนวอนโจเซฟให้ทูลขออีกครั้ง โจเซฟทำเช่นนั้นแต่คำตอบยังคงเป็นเช่นเดิม มาร์ตินกดดันให้เขาถามครั้งที่สาม แต่ในครั้งนี้พระผู้เป็นเจ้าทรงอนุญาตให้พวกเขาทำอย่างที่พวกเขาพอใจ
โจเซฟบอกมาร์ตินว่าเขานำต้นฉบับไปได้สองสัปดาห์หากเขาสัญญาว่าจะเก็บใส่กุญแจไว้และให้สมาชิกครอบครัวบางคนดูเท่านั้น มาร์ตินสัญญาและกลับไปพอลไมราพร้อมกับต้นฉบับในมือ
หลังจากมาร์ตินไป โมโรไนก็ปรากฏต่อโจเซฟและนำเครื่องแปลไปจากเขา
วันต่อมาหลังจากที่มาร์ตินไป เอ็มมาเจ็บปวดทรมานจากการคลอดและให้กำเนิดบุตรชาย เด็กทารกไม่แข็งแรง ป่วยและมีชีวิตอยู่ไม่นาน ประสบการณ์อันแสนสาหัสนี้ทำให้เอ็มมาหมดแรงกายและทุกข์ใจอย่างมาก ในช่วงนั้นดูเหมือนว่าเธออาจจะสิ้นชีวิตด้วย โจเซฟดูแลเธอตลอดเวลาโดยอยู่เคียงข้างเธอไม่ห่าง
สองสัปดาห์หลังจากนั้น สุขภาพของเอ็มมาดีขึ้น เธอจึงนึกถึงมาร์ตินและต้นฉบับ “ดิฉันรู้สึกไม่สบายใจเลย” เธอบอกโจเซฟ “ดิฉันพักผ่อนไม่ได้และคงไม่สบายใจจนกว่าดิฉันจะรู้ว่าคุณแฮร์ริสทำอะไรกับต้นฉบับบ้าง”
เธอกระตุ้นให้โจเซฟไปหามาร์ตินแต่โจเซฟไม่ต้องการทิ้งเธอไป “ไปเรียกแม่ดิฉันมา” เธอบอก “และให้เธออยู่กับดิฉันตอนที่คุณไม่อยู่”
โจเซฟขึ้นรถม้าโดยสารไปทางเหนือ เขาไม่ค่อยได้กินและนอนระหว่างเดินทาง เกรงว่าเขาได้ทำให้พระเจ้าขุ่นเคืองพระทัยเพราะเขาไม่ฟังเมื่อพระองค์ตรัสว่าไม่ให้มาร์ตินนำต้นฉบับไป
ดวงอาทิตย์กำลังขึ้นเมื่อเขามาถึงบ้านบิดามารดาของเขาในแมนเชสเตอร์ ครอบครัวสมิธกำลังเตรียมอาหารเช้าและส่งคนไปเชิญมาร์ตินมาร่วมรับประทานกับพวกเขา ตอนแปดโมงเช้า อาหารอยู่บนโต๊ะแล้วแต่มาร์ตินยังไม่มา โจเซฟและครอบครัวเริ่มกังวลในขณะที่พวกเขารอมาร์ติน
ในที่สุด หลังจากผ่านไปนานกว่าสี่ชั่วโมง มาร์ตินก็ปรากฏตัวขึ้นในระยะไกลค่อยๆ เดินตรงมาที่บ้าน ตาของเขาจับจ้องอยู่ที่พื้นตรงหน้าของตัวเอง เขาหยุดที่หน้าประตู นั่งบนรั้ว และดึงหมวกมาบังสายตาเขา แล้วเขาก็เข้ามาข้างใน นั่งลงเตรียมจะรับประทานอาหารโดยไม่พูดอะไร
ครอบครัวเฝ้าดูขณะที่มาร์ตินยกช้อนส้อมขึ้น เหมือนว่าพร้อมจะรับประทาน แต่แล้วก็ทิ้งช้อนส้อมลง “ผมสูญเสียจิตวิญญาณแล้ว!” เขาร้อง มือกุมขมับ “ผมสูญเสียจิตวิญญาณแล้ว”
โจเซฟผุดลุกขึ้น “มาร์ติน คุณทำต้นฉบับหายหรือ”
“ครับ” มาร์ตินพูด “ครับ หายไปแล้ว และผมไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน”
“โอ้ พระผู้เป็นเจ้าของผม พระผู้เป็นเจ้าของผม” โจเซฟคร่ำครวญ กำหมัดแน่น “หายไปหมดแล้ว!”
เขาเริ่มเดินงุ่นง่านไปมา เขาไม่รู้ว่าจะทําอย่างไรดี “กลับไป” เขาสั่งมาร์ติน “หาอีกครั้ง”
“ไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว” มาร์ตินร้อง “ผมค้นหาทุกซอกทุกมุมในบ้าน แม้กระทั่งฉีกที่นอนและหมอนออกดู และผมรู้ว่ามันไม่อยู่ที่นั่น”
“ผมต้องกลับไปบอกภรรยาผมเรื่องนี้หรือนี่?” โจเซฟเกรงว่าข่าวนี้จะทำให้เธอเสียชีวิต “แล้วผมจะอยู่เบื้องพระพักตร์พระเจ้าได้อย่างไร?”
มารดาพยายามปลอบใจเขา เธอบอกว่าบางทีพระเจ้าจะทรงให้อภัยเขาหากเขากลับใจอย่างนอบน้อมถ่อมตน แต่เวลานี้โจเซฟกำลังสะอื้น โกรธตนเองที่ไม่เชื่อฟังพระเจ้าตั้งแต่แรก ตลอดวันนั้นทั้งวันเขาแทบไม่กินอะไรเลย เขาพักอยู่หนึ่งคืนและออกเดินทางไปฮาร์โมนีย์เช้าวันรุ่งขึ้น
เมื่อลูซีมองดูเขาจากไป เธอรู้สึกใจหนักอึ้ง ดูเหมือนว่าทุกสิ่งที่พวกเขาหวังไว้ในครอบครัว—ทุกสิ่งที่นำปีติมาสู่พวกเขาตลอดหลายปีที่ผ่านมา—หายวับไปในพริบตา