5 วิธีรับมือกับความทรงจำจากงานเผยแผ่ที่ไม่ค่อยมีความสุข
การกลับจากงานเผยแผ่เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสําคัญในชีวิต และเป็นธรรมดาที่จะรู้สึกไม่มั่นคง
เมื่อเรานึกภาพงานเผยแผ่ เราอาจจินตนาการถึงช่วงเวลาที่เปลี่ยนชีวิต การรับใช้ด้วยหัวใจ และการเติบโตอันลึกซึ้งทางวิญญาณ และเราอาจจินตนาการถึงช่วงเวลาที่ยากลําบาก—ซึ่งเรานึกภาพว่าจะก้าวผ่านช่วงเวลาเหล่านั้นไปได้อย่างง่ายดาย
แต่เกิดอะไรขึ้นเมื่องานเผยแผ่ของท่านไม่เป็นไปตามที่ท่านวางแผนไว้? จะเป็นอย่างไรถ้าท่านกลับบ้านด้วยความรู้สึกผิดหวัง สับสน หรือมั่นใจน้อยลงกว่าเดิม?
นี่คือความจริง: งานเผยแผ่บางแห่งไม่เป็นไปตามที่คาดไว้ (แม้ว่าสถานการณ์ที่เลวร้ายมากๆ จะเกิดขึ้นน้อยมาก) อันที่จริง เนื่องจากธรรมชาติที่ซับซ้อนของงานเผยแผ่ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่อดีตผู้สอนศาสนาจะเผชิญกับคําถามที่ซับซ้อน
บางคนอาจสงสัยว่า:
“ฉันทําเต็มที่แล้วหรือไม่?”
“ทําไมตอนนี้ฉันรู้สึกไม่มั่นคงมากกว่าเมื่อก่อน?”
หรือแม้แต่ “หลังจากเสียสละมากขนาดนี้ ทําไมฉันจึงไม่มีความสุขอย่างที่คาดหวังไว้?”
ถ้าชีวิตหลังงานเผยแผ่ยากลําบาก ท่านอาจจะถามเช่นกันว่า “ฉันจะพบพรที่สัญญาไว้จากการรับใช้ของฉันอย่างไร?”
ความรู้สึกเหล่านี้ป็นเรื่องจริง และท่านไม่โดดเดี่ยว ต่อไปนี้เป็นแนวคิดบางประการที่ควรพิจารณาเมื่อท่านรับมือกับประสบการณ์งานเผยแผ่ที่ไม่ค่อยมีความสุข:
1. แสวงหาการนําทางจากคนที่ถูกต้อง
เป็นสิ่งสําคัญที่ต้องพูดคุยกับคนที่สามารถช่วยท่านรับมือประสบการณ์ของท่านอย่างถูกวิธี และหันไปหาพระเยซูคริสต์—เช่น เพื่อนที่ท่านไว้ใจ ผู้นําศาสนจักร หรือที่ปรึกษา
หลีกเลี่ยงคนที่อาจตัดสินความรู้สึกของท่านหรือคนที่โทษทุกสิ่งไปที่งานเผยแผ่ของท่าน แต่จงหาคนที่รักษาสมดุลได้อย่างเหมาะสม—คนที่ช่วยให้ท่านใคร่ครวญประสบการณ์ของท่านโดยไม่ทำให้อับอายขณะส่งเสริมสิทธิ์เสรีและความรับผิดชอบส่วนตัว
ประธานรัสเซลล์ เอ็ม. เนลสันสอนว่า: “นำคำถามของท่านไปทูลพระเจ้าและถามแหล่งอื่นที่เชื่อถือได้ ศึกษาด้วยความปรารถนาที่จะ เชื่อ ไม่ใช่ด้วยความหวังว่าท่านจะพบรอยด่างพร้อย”
ท่านสามารถสร้างความหมายจากงานเผยแผ่ของท่านโดยมีพระผู้ช่วยให้รอด ไม่ว่าประสบการณ์ของท่านจะยากเพียงใด ฉันเคยพูดคุยกับอดีตผู้สอนศาสนาซึ่งรอคอยหลายปีกว่าจะเริ่มรับมือและก้าวผ่านประสบการณ์งานเผยแผ่ที่ยากลําบาก แต่การอดทนต่อความเจ็บปวดนั้นไม่จําเป็น—อย่ารอหลายปีก่อนจะเริ่ม ท่านสามารถเริ่มเยียวยาได้เลยเดี๋ยวนี้ผ่านการชดใช้ของพระเยซูคริสต์
2. ให้โอกาสตนเองได้โศกเศร้า
ไม่เป็นไรที่จะรู้สึกเศร้าถ้างานเผยแผ่ของท่านไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง ความโศกเศร้าแบบนี้—การยอมรับสิ่งที่ไม่ได้เป็นไปตามแผน—สามารถเยียวยาได้ ความคิดเช่น “สิ่งนั้นไม่ได้เป็นไปอย่างที่ฉันคาดไว้ แต่ก็ไม่เป็นไร” สามารถช่วยให้ท่านยอมรับความเป็นจริง รู้สึกและจัดการกับความเศร้า และก้าวไปข้างหน้าได้
ในทางกลับกัน ความคิดเช่น “ต้องมีบางอย่างผิดปกติกับฉันแน่” อาจนำไปสู่ความหงุดหงิดและไปต่อไม่ได้ การยอมรับประสบการณ์และอารมณ์ของท่านอย่างที่เป็นอยู่โดยไม่ตําหนิ จะเปิดประตูสู่การเยียวยา
เอ็ลเดอร์ดีเทอร์ เอฟ. อุคท์ดอร์ฟแห่งโควรัมอัครสาวกสิบสองเป็นพยานว่า “ข้าพเจ้าเรียนรู้ว่าถ้าเราเข้าใกล้พระผู้เป็นเจ้าและยื่นมือออกไปสัมผัสพระองค์ เราจะพบการเยียวยา สันติสุข และปีติได้แน่นอน”
3. ยอมรับความคิดและความรู้สึกของท่าน
ความรู้สึกของท่านเกี่ยวกับงานเผยแผ่หล่อหลอมจากความคิดที่ท่านจดจ่อ ลองจดความคิดเกี่ยวกับงานเผยแผ่ของท่าน เรื่องใดทําให้ท่านมีสันติ? เรื่องใดทําให้ท่านหมดกำลังใจ?
สิทธิ์เสรีของท่านไม่ได้รวมถึงเฉพาะการกระทําเท่านั้นแต่ความคิดของท่านด้วย โดยค่อยๆ เปลี่ยนวิธีคิดเกี่ยวกับงานเผยแผ่ ท่านสามารถเปลี่ยนความรู้สึกที่มีต่องานเผยแผ่ได้ การเยียวยาเริ่มจากการเปลี่ยนแปลงภายใน—ทีละความคิด แต่ต่อเมื่อท่านพร้อมเท่านั้น
4. เลือกจิตกุศลและการให้อภัย
ท่านอาจเคยมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คน—คู่ ผู้นํา หรือคนอื่น—ที่มีการกระทําน่าผิดหวังหรือทําร้ายจิตใจ สิ่งสําคัญคือต้องจําไว้ว่าพฤติกรรมของพวกเขาสะท้อนการต่อสู้ดิ้นรนของพวกเขาเอง ไม่ใช่คุณค่าของท่าน ทุกคนประสบความเครียด ความกดดัน และอารมณ์ที่บางครั้งนําไปสู่พฤติกรรมที่ไม่ดี แม้นี่จะไม่ได้เป็นข้อแก้ตัว แต่การตระหนักว่าการกระทําของพวกเขาไม่เกี่ยวกับท่านจะช่วยให้ท่านปล่อยวางความขุ่นเคืองได้ การทําเช่นนี้ปลดปล่อยท่านเพื่อให้ก้าวไปข้างหน้าด้วยสันติ
ประธานเนลสันสอนว่า: “ข้าพเจ้าเชื้อเชิญให้ท่านหาทางยุติความขัดแย้งส่วนตัวที่ถ่วงท่านไว้ จะมีการกระทำใดที่เหมาะสมไปกว่านี้ในการแสดงความกตัญญูต่อพระเยซูคริสต์สำหรับการชดใช้ของพระองค์? ถ้าดูเหมือนการให้อภัยตอนนี้เป็นไปไม่ได้ จงทูลขอพลังผ่านพระโลหิตที่ชดใช้ของพระเยซูคริสต์ให้ช่วยเหลือท่าน เมื่อท่านทำเช่นนั้น ข้าพเจ้าสัญญาว่าท่านจะมีสันติสุขส่วนตัวและมีแรงขับเคลื่อนทางวิญญาณขึ้นมาทันที”
5. มีเมตตากับตนเอง
การกลับจากงานเผยแผ่เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสําคัญในชีวิต และเป็นธรรมดาที่จะรู้สึกไม่มั่นคง สิ่งที่ท่านรู้สึกนั้นสมเหตุสมผล ดังนั้นแทนที่จะตัดสินตนเอง จงฝึกความเห็นอกเห็นใจ จงอดทนกับตนเอง และวางใจว่าเมื่อท่านหันไปหาพระผู้ช่วยให้รอดและเข้าถึงพลังที่พระองค์ประทานแก่ท่านเพื่อเปลี่ยนแปลงและเติบโต พระองค์จะทรงช่วยให้ท่านพบการเยียวยาและจุดสิ้นสุดที่ท่านแสวงหา
จําไว้ว่า บ่อยครั้งที่การเติบโตที่ลึกซึ้งที่สุดเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ไม่คาดคิด ขณะท่านแสวงหาความช่วยเหลือ จงเรียนรู้ที่จะอดทนกับตนเองและผู้อื่น และ “อย่าพึ่งพาความรอบรู้ของตนเอง” (สุภาษิต 3:5) สันติสุขมีพร้อมให้ท่าน
พระบิดาบนสวรรค์และพระเยซูคริสต์ทรงวางใจท่าน ท่านสามารถวางใจพระองค์และแผนแห่งความสุขของพระองค์ ซึ่งจะมีช่วงเวลาที่ขยายจิตวิญญาณและท้าทายรวมอยู่ด้วยเสมอ
ท่านสามารถเรียนรู้ที่จะทําให้ความผิดหวังลดลงได้ด้วยการรู้สึกถึงความเข้าใจ ความเมตตา และความเห็นอกเห็นใจ—ความเข้าใจ ความเมตตา และความเห็นอกเห็นใจแบบเดียวกับที่พระผู้ช่วยให้รอดทรงมีให้ท่าน