สำหรับมารดาที่มีลูกเล็ก
ฉันคิดว่าฉันไม่สามารถพูดถึงความท้าทายของตนได้เพราะคนอื่น “เจอเรื่องแย่กว่านั้น”
การพูดถึงความยากลําบากในช่วงตั้งครรภ์ของฉันทําให้ฉันดูเป็นคนที่ไม่สำนึกคุณหรือไม่?
อาการแพ้ท้องเกิดขึ้นกับฉันประมาณสัปดาห์ที่ห้าของการตั้งครรภ์ ไม่ใช่เพียงตอนเช้าเท่านั้น
แต่เป็นทั้งวันทั้งคืน สิ่งเดียวที่ช่วยให้ฉันรู้สึกดีขึ้นได้คือในเวลาที่หลับเท่านั้น
แต่ที่เลวร้ายพอๆ กับภูเขาทางกายภาพที่ฉันกําลังปีนคือการต่อสู้ทางจิตใจที่โหมกระหน่ำในความคิดของฉัน
ความรู้สึกเศร้าหมองและไม่มีความสุขทำให้ฉันไม่สำนึกคุณต่อลูกน้อยที่กำลังเติบโตอยู่ในท้องหรือไม่? ฉันมีสิทธิ์ไหมที่อยากให้ความทุกข์นี้จบลง ทั้งที่ผู้หญิงคนอื่นที่ฉันรู้จักยังไม่มีโอกาสมีลูกเลยด้วยซ้ำ หรือบางคนก็ต้องสูญเสียลูกไป?
ฉันรู้สึกผิดเพราะแสดงความรู้สึกเจ็บปวด ดิ้นรน หรือทุกข์ใจ—ทางกายหรือทางอารมณ์—เมื่อฉันเปรียบเทียบความท้าทายกับผู้อื่น
แต่ไม่นานฉันก็ตระหนักว่าฉันเข้าใจสิ่งต่างๆ ผิดไปหมด
ความโดดเดี่ยวที่เกิดจากการเปรียบเทียบ
สิ่งที่ยากที่สุดอย่างหนึ่งเกี่ยวกับการเป็นมารดาในทุกวันนี้คือแรงกดดันอย่างต่อเนื่องของความสมบูรณ์ ซึ่งนําเราให้เปรียบเทียบตัวเรากับคนอื่น เสียงแข่งขันกันจากสื่อ เพื่อนบ้าน หรือครอบครัวอาจทําให้เราสงสัยในคุณค่าหรือศักยภาพของเราในฐานะมารดา มองว่าตนเองด้อยกว่าเพราะเราไม่เทียบเท่ากับมาตรฐานของผู้อื่น และท้ายที่สุดลดคุณค่าของความรักและความพยายามที่เราทุ่มเทให้แก่การเป็นมารดา
แต่ฉันต้องเชื่อว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่พระผู้สร้างจากสวรรค์ทรงปรารถนาสำหรับเรา
ประธานเจฟฟรีย์ อาร์. ฮอลแลนด์ รักษาการประธานโควรัมอัครสาวกสิบสองเตือนเราว่า “เราไม่ได้แข่งกันเพื่อดูว่าใครร่ำรวยที่สุด หรือมีพรสวรรค์มากที่สุด หรือสวยที่สุด หรือแม้แต่ได้รับพรมากที่สุด”
เราไม่ได้อยู่ในการแข่งขันเพื่อดูว่าใครแย่ที่สุด! ในช่วงเวลาโดดเดี่ยวของการตั้งครรภ์ ฉันรู้สึกว่าฉันทําได้เพียงแสดงความสุขและพลังบวกต่อคนที่ฉันตัดสินว่าแย่กว่าฉัน ในความเป็นจริง ฉันรู้สึกหดหู่และสิ้นหวัง พลางสงสัยว่าฉันเข้มแข็งพอจะเป็นมารดาหรือไม่ การเปรียบเทียบนี้ทําให้ฉันยิ่งรู้สึกโดดเดี่ยวขึ้นไปอีก
แต่ดังที่เอ็ลเดอร์คลอดิโอ ดี. ซิวิคแห่งสาวกเจ็ดสิบกล่าว “ชีวิตเราแต่ละคนต่างกัน เราล้วนมีเวลาของการทดลอง เวลาสำหรับความสุข เวลาสำหรับการตัดสินใจ เวลาสำหรับการเอาชนะอุปสรรค และเวลาสำหรับใช้โอกาสให้เป็นประโยชน์”
ประสบการณ์ของเราต่างกันและด้วยเหตุนี้จึงยากต่างกัน เราสามารถรับรู้ความยากลําบากของสถานการณ์ของเราและของผู้อื่นโดยไม่ต้องวัดสถานการณ์เหล่านั้นเทียบกัน
ท่านสามารถรู้สึกได้ทั้งสองแบบ
ฉันตัดสินใจบอกความรู้สึกของฉันกับนักบําบัด และเธอสอนความจริงที่เปลี่ยนชีวิตฉันเกี่ยวกับอารมณ์:
เรารู้สึกได้หลายอารมณ์ในเวลาเดียวกัน
หลังจากเห็นสงครามและความขัดแย้งระหว่างชาวนีไฟกับชาวเลมัน ศาสดาพยากรณ์แอลมาเขียนว่า “และดังนั้นเราจึงเห็นเหตุอันใหญ่หลวงของโทมนัส, และของการชื่นชมยินดีด้วย—โทมนัสเพราะความตายและความพินาศในบรรดามนุษย์, และปีติเพราะแสงสว่างของพระคริสต์ที่มีต่อชีวิต” (แอลมา 28:14)
ชาวนีไฟกําลังประสบกับความรู้สึกโทมนัส และ ปีติ
ฉันตระหนักว่าเป็นไปได้ที่ฉันจะรู้สึกเสียใจกับความลำบากขณะเดียวกันก็รู้สึกสํานึกคุณที่ตั้งครรภ์
เอ็ลเดอร์ดีเทอร์ เอฟ. อุคท์ดอร์ฟ แห่งโควรัมอัครสาวกสิบสองสอนว่า:
“เมื่อเราสำนึกคุณต่อพระผู้เป็นเจ้า ใน สภาวการณ์ของเรา เราจะประสบสันติสุขอันอ่อนโยนท่ามกลางความลำเค็ญ ในยามโศกเศร้า เรายังสรรเสริญได้ด้วยใจยินดี ในความเจ็บปวด เราสามารถสดุดีการชดใช้ของพระคริสต์ …
“การสํานึกคุณในช่วงเวลาแห่งความทุกข์ใจ ไม่ได้ หมายความว่าเรายินดีกับสภาวการณ์ของเรา แต่ หมายความว่า โดยผ่านดวงตาแห่งศรัทธา เราจะมองพ้นปัญหาท้าทายในปัจจุบัน”
เราสามารถปล่อยให้ตัวเราเองรู้สึกถึงอารมณ์ทั้งหมดขณะที่เราแสดงความสํานึกคุณต่อพระผู้เป็นเจ้าสําหรับพรและพระเมตตาของพระองค์
พระผู้ช่วยให้รอดทรงทนทุกข์เพื่อเราทุกคน
เมื่อพระผู้ช่วยให้รอดทรงทนทุกข์ระหว่างการชดใช้ พระองค์ไม่ได้ทรงเลือกเฉพาะการทดลองและประสบการณ์ทั้งหมดที่เราทุกคนต้องประสบ สิ่งที่พระองค์ทรงคิดว่าเลวร้ายที่สุด และทนทุกข์กับสิ่งเหล่านั้นเท่านั้น พระองค์ทรงแบกรับ ทั้งหมด
สิ่งนี้รวมถึงดังที่เอ็ลเดอร์ซิวิคกล่าวว่า “บาป ความเจ็บปวด ความเศร้า ความปวดร้าว ความทุพพลภาพ และความกลัวของเรา พระองค์จึงทรงทราบวิธีช่วยเรา วิธีดลใจเรา วิธีปลอบโยนเรา และวิธีทำให้เราเข้มแข็งเพื่อเราจะอดทนและได้รับมงกุฎที่สงวนไว้สำหรับผู้ไม่พ่ายแพ้”
การชดใช้ของพระเยซูคริสต์ไม่มีขอบเขต ขณะที่เราฟันฝ่าความยากลําบากของชีวิต จุดสูงสุดและจุดต่ำสุดของการเป็นมารดา ขอให้เราแสดงความสำนึกคุณไม่รู้จบต่อพระผู้ช่วยให้รอดของเรา ไม่ว่าจะด้วยน้ำตาหรือด้วยปีติ และให้กําลังใจซึ่งกันและกัน