ประวัติศาสนจักร
การฟื้นฟูฐานะปุโรหิตแห่งอาโรน


“การฟื้นฟูฐานะปุโรหิตแห่งอาโรน,” หัวข้อประวัติศาสนจักร

“การฟื้นฟูฐานะปุโรหิตแห่งอาโรน”

การฟื้นฟูฐานะปุโรหิตแห่งอาโรน

ในจดหมายชุดหนึ่งที่จัดพิมพ์ในปี 1834 ออลิเวอร์ คาวเดอรีบันทึกเรื่องราวโดยละเอียดที่เกิดช่วงแรกสุดเกี่ยวกับการปรากฏของยอห์นผู้ถวายบัพติศมาต่อคาวเดอรีและโจเซฟ สมิธในปี 1829 ที่ฮาร์โมนี รัฐเพนซิลเวเนีย ตามที่คาวเดอรีบันทึกไว้ ยอห์นผู้ถวายบัพติศมามาเยือนเพราะการแปลข้อความใน 3 นีไฟที่บรรยายถึงพระเยซูคริสต์ทรงประสาทสิทธิอำนาจในการให้บัพติศมาแก่สานุศิษย์สมัยโบราณของพระองค์ ชายทั้งสองสงสัยว่าบัพติศมาตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมาประกอบโดยสิทธิอํานาจที่ถูกต้องหรือไม่ โดยแสวงหาคําตอบของคําถามเหล่านี้ พวกเขาจึงปลีกตัวไปอยู่ที่เงียบสงบใกล้บ้านของโจเซฟเพื่อทูลถามพระผู้เป็นเจ้า “สุรเสียงของพระผู้ไถ่ตรัสให้ความสงบแก่เรา” คาวเดอรีหวนนึกถึง และเทพองค์หนึ่ง “ลงมาห่อหุ้มด้วยรัศมีภาพ, และส่งข่าวสารที่รอคอยด้วยใจจดจ่อ”

ยอห์นผู้ถวายบัพติศมาวางมือบนศีรษะโจเซฟ สมิธที่คุกเข่าโดยมีออลิเวอร์ คาวเดอรีคุกเข่าอยู่กับท่าน

ยอห์นผู้ถวายบัพติศมาประสาทฐานะปุโรหิตแห่งอาโรนให้โจเซฟ สมิธ

ชายทั้งสองเป็นพยานว่าพวกเขาคุกเข่าลงต่อหน้าเทพที่ต่อมาเป็นผู้ “วางมือบนเรา” และกล่าวว่า “แก่ท่านเพื่อนผู้ร่วมรับใช้ทั้งหลายของข้าพเจ้า ในพระนามของพระเมสสิยาห์ ข้าพเจ้าประสาทฐานะปุโรหิตแห่งอาโรน” ถึงแม้ขณะนี้พวกเขามีสิทธิอํานาจที่จะให้บัพติศมากันด้วยน้ำ แต่เทพประกาศว่าฐานะปุโรหิตนี้ไม่ได้ให้สิทธิอํานาจพวกเขาที่จะมอบของประทานแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ เทพรับรองกับพวกเขาว่า “อํานาจแห่งการวางมือ, เพื่อของประทานแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์” จะมา “ในเวลาอันสมควร” เทพองค์นั้นบอกว่าท่านคือยอห์น “ผู้เดียวกันกับที่เรียกในพันธสัญญาใหม่ว่ายอห์นผู้ถวายบัพติศมา” และกล่าวว่าท่านกระทำ “ภายใต้การกำกับดูแลของเปโตร ยากอบ และยอห์นผู้ถือกุญแจฐานะปุโรหิตแห่งเมลคีเซเดค” โจเซฟ สมิธและออลิเวอร์ คาวเดอรีกล่าวว่าประสบการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม ค.ศ. 1829 เมื่อนิมิตสิ้นสุดลง ทั้งสองเดินทางไปยังแม่น้ำซัสเควฮันนาที่อยู่ใกล้เคียงและให้บัพติศมากัน

บันทึกเรื่องราวจากประสบการณ์ตรงของโจเซฟ สมิธและออลิเวอร์ คาวเดอรี เขียนขึ้นหลายปีหลังจากการปรากฏของยอห์นผู้ถวายบัพติศมา แต่ทั้งแหล่งข้อมูลที่จัดพิมพ์แล้วและยังไม่ได้จัดพิมพ์ที่เขียนขึ้นใกล้เคียงกับเหตุการณ์นั้นต่างก็สนับสนุนว่าความทรงจำของพวกเขาถูกต้อง ตัวอย่างเช่น หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งที่ไม่ได้สังกัดศาสนจักร รายงานคำกล่าวอ้างของคาวเดอรีว่าได้รับงานมอบหมายจากเทพผู้มาเยือนเพียงไม่กี่เดือนหลังจากจัดพิมพ์พระคัมภีร์มอรมอน ต่อมาโจเซฟ สมิธอธิบายว่าในตอนแรก ท่านและคาวเดอรีลังเลที่จะเล่ารายละเอียดประสบการณ์ของพวกเขา “เนื่องจากวิญญาณของการข่มเหง” ในละแวกนั้น

บันทึกของคาวเดอรีในปี 1834 มีขึ้นเพราะเป็นส่วนหนึ่งของงานในช่วงแรกของโจเซฟที่จะบันทึกและจัดพิมพ์ประวัติศาสนจักรฉบับสมบูรณ์ ในประวัติที่เขียนไว้ครั้งแรกซึ่งจัดพิมพ์ในโอไฮโอปี 1832 โจเซฟสัญญาว่าจะเล่าเหตุการณ์สําคัญที่เกิดในช่วงแรกๆ รวมถึงการรับ “ฐานะปุโรหิตศักดิ์สิทธิ์” โดยการปฏิบัติศาสนกิจของเหล่าเทพ งานจัดพิมพ์ล่าช้าออกไปในช่วงแรกเมื่อกลุ่มคนร้ายทำลายแท่นพิมพ์ของศาสนจักรในอินดิเพนเดนซ์ รัฐมิสซูรีในปี 1833 และเนื้อหาของประวัติก็ได้รับการแก้ไขและรวบรวมหลายครั้งในช่วงชีวิตของโจเซฟ สมิธ ภายใต้การกำกับดูแลของโจเซฟ ต่อมาในภายหลังผู้ช่วยได้รวมเรื่องราวของคาวเดอรีเข้ากับข้อมูลเพิ่มเติมที่โจเซฟให้ไว้ ซึ่งปัจจุบันปรากฏในหลักคำสอนและพันธสัญญา ภาค 13 และในพระคัมภีร์ไข่มุกอันล้ำค่า (โจเซฟ สมิธ—ประวัติ 1:68–72)

แม้วลี ฐานะปุโรหิตแห่งอาโรน จะไม่ปรากฏในการเปิดเผยของโจเซฟ สมิธจนถึงปี 1834 แต่แนวคิดเรื่องฐานะปุโรหิตที่ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับฐานะปุโรหิตที่สูงหรือสูงกว่าก็มีการอ้างอิงทั้งในพระคัมภีร์ไบเบิลและพระคัมภีร์มอรมอน การแก้ไขหนังสืออพยพของโจเซฟ สมิธ (ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานแปลพระคัมภีร์ไบเบิลที่ได้รับการดลใจ) ในฤดูร้อนปี 1832 ระบุถึงการแบ่งแยกระหว่างฐานะปุโรหิตที่สูงกว่าและต่ำกว่า การเปิดเผยที่โจเซฟได้รับในเดือนกันยายนถัดมา ชี้แจงว่าฐานะปุโรหิตที่ต่ำกว่า ซึ่งประทานแก่ “อาโรนและพงศ์พันธุ์ของท่าน” เกี่ยวข้องกับ “พระกิตติคุณขั้นเตรียม ซึ่งพระกิตติคุณนั้นเป็นพระกิตติคุณแห่งการกลับใจและแห่งบัพติศมา และการปลดบาป และกฎของบัญญัติทางเนื้อหนัง”

เมื่อโจเซฟ สมิธกับออลิเวอร์ คาวเดอรีจัดตั้งศาสนจักรครั้งแรกเมื่อต้นปี 1830 พวกท่านแบ่งความรับผิดชอบกันหลายตําแหน่งตามรูปแบบอ้างอิงในพระคัมภีร์ไบเบิลและพระคัมภีร์มอรมอน ตําแหน่งเหล่านี้คล้ายกับตําแหน่งในคริสตจักรรอื่นๆ ในสมัยนั้น ซึ่งโดยทั่วไปจัดโครงสร้างที่ประชุมตามแบบฉบับของพันธสัญญาใหม่และมีเจ้าหน้าที่ เช่น มัคนายก ผู้สอน ปุโรหิต เอ็ลเดอร์ และอธิการ ตอนแรกตําแหน่งเหล่านี้ในศาสนจักรที่จัดตั้งใหม่ไม่เกี่ยวข้องกับฐานะปุโรหิตแห่งอาโรนหรือฐานะปุโรหิตแห่งเมลคีเซเดค เมื่อเวลาผ่านไป การเปิดเผยเพิ่มเติมแนะนําโจเซฟ สมิธเกี่ยวกับวิธีทําให้องค์การศาสนจักรสอดคล้องกับสิทธิอํานาจฐานะปุโรหิต และราวปี 1835 ศาสนจักรจัดระเบียบตําแหน่งและหน้าที่อย่างครอบคลุมมากขึ้นภายใต้ขอบเขตของฐานะปุโรหิตแห่งอาโรนและฐานะปุโรหิตแห่งเมลคีเซเดค

5:18

หัวข้อที่เกี่ยวข้อง: การฟื้นฟูฐานะปุโรหิตแห่งเมลคีเซเดค, การแปลพระคัมภีร์มอรมอน

อ้างอิง

  1. Oliver Cowdery letter to William W. Phelps, Sept. 7, 1834, ใน Latter Day Saints’ Messenger and Advocate, vol. 1, no. 1 (Oct. 1834), 15.

  2. Joseph Smith, “History, 1838–1856, Volume A-1 [23 December 1805–30 August 1834],” 17–18, josephsmithpapers.org.

  3. ดู “The Golden Bible,” Painesville [Ohio] Telegraph, Nov. 16, 1830, 3, and Painesville Telegraph, Dec. 7, 1830, ใน Brian Q. Cannon and BYU Studies Staff, “Seventy Contemporaneous Priesthood Restoration Documents,” ใน John W. Welch, ed., Opening the Heavens: Accounts of Divine Manifestations, 1820–1844 (Provo, Utah: Brigham Young University Press, 2005), 241–242; Historical Introduction, “History, circa Summer 1832,” josephsmithpapers.org.

  4. Joseph Smith, “History, 1838–1856, volume A-1 [23 December 1805–30 August 1834],” 18, josephsmithpapers.org.

  5. Joseph Smith, “History, circa Summer 1832,” 1, josephsmithpapers.org.

  6. เรื่องเล่าของคาวเดอรีเริ่มต้นขึ้น ณ จุดที่บันทึกของโจเซฟในปี 1832 สิ้นสุดลง โจเซฟ สมิธ, ออลิเวอร์ คาวเดอรี และจอห์น วิตเมอร์อาจเป็นผู้รับผิดชอบเหตุการณ์ต่างๆ ที่ระบุไว้ในหนังสือชี้ชวนของโจเซฟ โดยโจเซฟเป็นผู้บันทึกสองเหตุการณ์แรก (ซึ่งมีเพียงเขาเท่านั้นที่เป็นพยาน) คาวเดอรีเป็นผู้บันทึกเหตุการณ์ที่สาม (ซึ่งเขาอยู่ด้วย) และจอห์น วิตเมอร์ (ต่อมาเป็นนักประวัติศาสนจักร) เป็นผู้บันทึกเหตุการณ์ที่สี่ (ดู Historical Introduction, “History, circa Summer 1832”).

  7. ดู ฮีบรู 7:1–17 และ แอลมา 4–5, 13 โจเซฟ สมิธและออลิเวอร์ คาวเดอรีแปลพระคัมภีร์มอรมอนข้อเหล่านี้ก่อนวันที่ 15 พฤษภาคม ค.ศ. 1829

  8. “Old Testament Revision 2,” 70, josephsmithpapers.org; “Revelation, 22–23 September 1832 [D&C 84],” josephsmithpapers.org.

  9. “Revelation, 22–23 September 1832 [D&C 84],” 1, ปรับตัวสะกดให้ตรงตามมาตรฐาน; หลักคําสอนและพันธสัญญา 84:18, 26–27

  10. The Doctrines and Discipline of the Methodist Episcopal Church, 22nd ed. (New York: N. Bangs and J. Emory, 1824), 24–30, 80–82; The Constitution of the Presbyterian Church, ใน the United States of America: Containing the Confession of Faith, the Catechisms, and the Directory for the Worship of God (Philadelphia: Towar and Hogan, 1827), 357–61, 380–381; Ratio Disciplinae, or the Constitution of the Congregational Churches (Portland, Maine: Shirley and Hyde, 1829), 72–79; “Formula for the Government and Discipline of the Evangelical Lutheran Church,” ภาคผนวก 2 ใน S. S. Schmucker, Elements of Popular Theology, with Special Reference to the Doctrines of the Reformation, as Avowed before the Diet at Augsburg, in MDXXX (Andover: Gould and Newman, 1834), 372–374.

  11. “Instruction on Priesthood, between circa 1 March and circa 4 May 1835 [D&C 107],” ใน หลักคำสอนและพันธสัญญา, 1835, 82–85, josephsmithpapers.org.