จาก หนุ่มสาวรายสัปดาห์
ความจริงพระกิตติคุณ 3 ประการที่ให้ความหวังแก่ดิฉันเมื่อโลกรู้สึกสิ้นหวัง
ความจริงของพระกิตติคุณนำความหวังมาสู่เราในเวลาแห่งความไม่แน่นอนได้เสมอ
เมื่อดิฉันเจอคําว่า “มอรมอน” ทางออนไลน์ครั้งแรกตอนอายุ 18 ปี แทบทุกอย่างที่ดิฉันอ่านล้วนเป็นแง่ลบ แต่ถึงอย่างนั้น ก็มีบางอย่างเกี่ยวกับความเชื่อนี้ที่เรียกหาดิฉัน ในเวลานั้น ดิฉันอยู่ห่างไกลจากบ้านและรู้สึกกังวลเกี่ยวกับอนาคตของตนเอง
ดิฉันเติบโตมากับการเป็นชาวคริสต์ แต่โบสถ์ของดิฉันไม่มีหลักคําสอนแบบมีโครงสร้าง และดิฉันรู้สึกเหมือนมีบางอย่างขาดหายไป ดิฉันจึงตัดสินใจศึกษาศาสนาต่างๆ และรู้สึกได้รับการกระตุ้นเตือนให้เรียนรู้มากขึ้นเกี่ยวกับความเชื่อนี้
ไม่นานดิฉันก็ค้นพบหน้า “มาหาพระคริสต์” และได้เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับศาสนจักรของพระเยซูคริสต์แห่งวิสุทธิชนยุคสุดท้าย ดิฉันบอกได้ว่ามันต่างจากที่เคยศึกษามาก่อน เมื่อดิฉันพบกับผู้สอนศาสนา หลักคําสอนที่พวกเขาสอนดิฉันให้ความรู้สึกจริงแท้
ความจริงของพระกิตติคุณสอนดิฉันว่าในฐานะสานุศิษย์ของพระเยซูคริสต์ เราจะมีความหวังได้เสมอ นี่เป็นเพียงความจริงสามประการ
1. การสร้างสันติเปลี่ยนโลก
เมื่อคุณพ่อคุณแม่ทราบว่าดิฉันกําลังพบกับผู้สอนศาสนา พวกท่านห้ามผู้สอนศาสนามาบ้านเรา พวกเขาไม่ต้องการให้ดิฉันรับบัพติศมา และเมื่อพวกเขารู้ว่าดิฉันมีพระคัมภีร์มอรมอน ก็มีการโต้เถียงขึ้นทันที และพระคัมภีร์ของดิฉันก็ถูกทําลายไป ดิฉันเสียใจมาก
แต่ก็คิดว่าพระผู้ช่วยให้รอดจะทรงตอบสนองอย่างไร และดิฉันเลือกที่จะนิ่งเงียบและสงบใจ
ดิฉันต้องการทําตามคําแนะนําของประธานรัสเซลล์ เอ็ม. เนลสัน (1924–2025) ที่ว่า “เลือก เป็นผู้สร้างสันติ เวลานี้และตลอดไป”
ดิฉันรู้ว่าพระผู้ช่วยให้รอดทรงช่วยให้ดิฉันแสดงท่าทีต่อครอบครัวด้วยความเห็นอกเห็นใจแทนความโกรธ
เมื่อดิฉันรับบัพติศมา ดิฉันประหลาดใจที่คุณพ่อคุณแม่ขอโทษ พวกเขาตื้นตันใจในวิธีที่ดิฉันแสดงออกเมื่อพวกเขาทําลายพระคัมภีร์มอรมอนของดิฉัน และเราก็ซ่อมแซมความสัมพันธ์ของเรา
สิ่งนี้แสดงให้ดิฉันเห็นว่าจิตกุศลสามารถเปลี่ยนผู้คนได้อย่างไร เมื่อมีคนแสดงความเป็นปฏิปักษ์แต่ได้รับความรักเป็นการตอบแทน ความรักนั้นสามารถเปลี่ยนแปลงพวกเขาได้
2. พระเจ้าทรงทราบเกี่ยวกับเรา
แม้ว่าดิฉันจะพบความจริงที่ดิฉันกําลังค้นหาแล้ว แต่อนาคตของดิฉันยังคงไม่แน่นอน ดิฉันรู้สึกโดดเดี่ยว
วันหนึ่งหลังจากเข้าเรียนสถาบัน ดิฉันตัดสินใจสวดอ้อนวอนขอความช่วยเหลือเพื่อหาเพื่อนที่ดีที่จะนําดิฉันเข้าใกล้พระคริสต์มากขึ้น หลายเดือนต่อมา ดิฉันตระหนักว่าตนเองถูก รายล้อมไปด้วยผู้คนที่ช่วยเหลือดิฉันทางวิญญาณ พวกเขาไม่ได้เป็นแค่เพื่อนธรรมดา แต่เป็นคนที่รักและสนับสนุนดิฉัน
ในเวลานั้น ดิฉันได้รับการกระตุ้นให้รับใช้งานเผยแผ่ แต่ดิฉันลังเลด้วยเหตุผลมากมาย คืนหนึ่งดิฉันฝันว่ากําลังรับใช้งานเผยแผ่ในสาธารณรัฐโดมินิกัน ในความฝันอันชัดเจนนี้ ดิฉันรับใช้ผู้อื่นและรู้สึกรักพวกเขามาก
เมื่อตื่นขึ้นมา ดิฉันโหยหาคนที่ดิฉันไม่เคยพบและสถานที่ที่ดิฉันไม่เคยไป ดิฉันรู้สึกว่าต้องหาคนที่กําลังค้นหาความหวังและการนําทาง ดิฉันจึงส่งเอกสาร
เมื่อจดหมายเรียกมาถึง ดิฉันหัวเราะออกมาด้วยความตกใจสุดๆ เมื่ออ่านว่า ดิฉันได้รับเรียกให้รับใช้ในสาธารณรัฐโดมินิกัน—สถานที่ซึ่งดิฉันฝันถึง!
อีกครั้งที่ดิฉันรู้ว่าพระเจ้าทรงนําทางดิฉัน การรับใช้งานเผยแผ่จะเป็นการเสียสละครั้งใหญ่ แต่ดิฉันวางใจว่าพระผู้เป็นเจ้าจะทรงจัดเตรียมหนทาง เป็นเรื่องน่ากลัวที่บางครั้งเรามองไม่เห็นทางข้างหน้าได้อย่างชัดเจน แต่การรู้ว่าพระองค์ทรงทราบเกี่ยวกับดิฉัน ทําให้ดิฉันมีความหวังที่จําเป็นเพื่อก้าวเดินต่อไป
3. เราสามารถมีความหวังในพระคริสต์ได้เสมอ
หนึ่งในข้อพระคัมภีร์อันปลอบโยนของดิฉันมาจากอัครสาวกเปาโล:
“เพราะว่าเรารอดโดยความหวัง แต่ความหวังในสิ่งที่เราเห็นได้นั้นไม่ได้เป็นความหวังเลย ด้วยว่าใครเล่าจะยังหวังในสิ่งที่เขาเห็น?
“แต่ถ้าเราหวังว่าจะได้สิ่งที่ยังไม่เห็น เราจึงมีความอดทนคอยสิ่งนั้น …
“เรารู้ว่าเหตุการณ์ทุกอย่างร่วมกันก่อผลดีแก่คนที่รักพระเจ้า” (โรม 8:24–25, 28)
ความหวังคือการกระทําด้วยศรัทธา แม้เราจะไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงในทันที หรือรู้ว่าทุกอย่างจะออกมาเป็นอย่างไร แต่เมื่อเรามีความหวังในคําสัญญาของพระผู้เป็นเจ้า พระองค์จะทรงทํางานเบื้องหลังเสมอเพื่อนําทางเราไปสู่พรที่สวยงาม
ดิฉันยังคงเรียนรู้ แต่ดิฉันรู้ว่าพระเยซูคริสต์ประทานพลังให้ดิฉันติดตามพระองค์ พระองค์ทรงช่วยให้ดิฉันรักผู้อื่นแม้ในยามยาก พระองค์ทรงสอนให้ดิฉันอดทนและวางใจในจังหวะเวลาของพระองค์ เหนือสิ่งอื่นใด พระองค์ประทานความหวังแก่ดิฉัน—ไม่เพียงสําหรับชีวิตดิฉันตอนนี้เท่านั้นแต่สําหรับอนาคตของดิฉันด้วย
เมื่อโลกรู้สึกสิ้นหวัง ดิฉันเชื่อว่าพระองค์จะประทานความหวังเดียวกันนั้นแก่ท่านได้เช่นกัน