ดิจิทัลเท่านั้น: คําตอบจากอัครสาวก
การรักผู้อื่นเหมือนที่พระผู้ช่วยให้รอดทรงรักฉันหมายความว่าอย่างไร?
ต่อไปนี้เป็นความคิดสองประการเกี่ยวกับ “บัญญัติใหม่” ของพระผู้ช่วยให้รอด
จากคําปราศรัยในสัมมนาผู้นําคณะเผยแผ่เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน ค.ศ. 2020
ข้าพเจ้ามักจะนึกถึงความกังวลที่พระเยซูทรงรู้สึกเมื่อทรงทราบว่าการปฏิบัติศาสนกิจของพระองค์บนแผ่นดินโลกกําลังจะสิ้นสุดลงและการดําเนินงานต่อเนื่องทุกวันของศาสนจักรที่ยังใหม่มากของพระองค์จะตกอยู่บนบ่าของชายธรรมดาๆ สิบสองคนที่อยู่ในศาสนจักรมานานสุดก็เพียง 36 เดือน พวกเขารู้มากพอหรือยัง? พวกเขาเข้าใจส่วนหนึ่งส่วนใดของสิ่งที่พระองค์ทรงพยายามอย่างยิ่งเพื่อสอนพวกเขาหรือไม่? พวกเขาจะปฏิบัติหน้าที่รับผิดชอบอันใหญ่หลวงนี้ได้สําเร็จหรือไม่?
พระองค์จะทรงสอนบทเรียน สุดท้าย อะไรที่จะช่วยให้พวกเขาดำเนินต่อไปได้แม้ในยามที่พระองค์ไม่ทรงอยู่กับพวกเขา? ด้วยคำวิงวอน และแท้จริงแล้วคือพระบัญชา ซึ่งควรแทงใจเราวันนี้พอๆ กับที่เคยเป็นตอนนั้น พระบุตรผู้ทรงพระชนม์ของพระผู้เป็นเจ้าทรงสรุปการปฏิบัติศาสนกิจทั้งหมดและความรับผิดชอบต่อเนื่องสูงสุดของพระองค์ไว้ในแนวคิดเดียว—หลักธรรมนิรันดร์ข้อสําคัญข้อหนึ่ง:
“เราให้บัญญัติใหม่ไว้กับพวกท่าน คือให้รักซึ่งกันและกัน เรารักพวกท่านมาแล้วอย่างไร ท่านก็จงรักกันและกันด้วยอย่างนั้น
“ถ้าท่านรักกันและกัน ดังนี้แหละทุกคนก็จะรู้ว่าท่านเป็นสาวกของเรา”
ข้อคิดสองประการเกี่ยวกับ พระบัญญัติใหม่ นี้
ข้าพเจ้าขอเสนอข้อคิดสั้นๆ สองประการเกี่ยวกับ พระบัญญัติใหม่ นี้ที่เราได้รับ
ประการแรก พระบัญญัติสูงสุดของชาวคริสต์ที่ให้รักนี้ฟังดูเรียบง่ายมาก พระเยซูทรงเลือกหลักธรรม เดียว—มาตรวัด เดียว สำหรับความสำเร็จ—ที่เข้าใจได้ง่ายมาก แม้จะไม่ได้ง่ายนักในการปฏิบัติตาม
ความคิดประการที่สองคือพระผู้ช่วยให้รอดทรงเรียกพระบัญญัตินี้ว่า “พระบัญญัติใหม่” แต่ข้าพเจ้าต้องการพูดว่า “แต่นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่”
บางทีอาจเป็นประโยชน์ที่จะรู้ว่าคําภาษากรีกที่ใช้คำว่า “ใหม่ (kainen) ในที่นี้หมายถึงความสดใหม่หรือตรงกันข้ามกับ ความเก่าคร่ำครึ ไม่ใช่แค่เรื่อง ล่าสุด หรือ แตกต่างไป เท่านั้น” ความหมายของคำว่าพระบัญญัติใหม่ที่ว่า สดใหม่ หรือ ไม่เคยลองทำมาก่อน คือให้เหล่าสาวก—รวมถึงเราทุกคน—รักกัน ในแบบที่พระเยซูทรงรัก: “เรารักพวกท่านมาแล้วอย่างไร ท่านก็จงรักกันและกันด้วยอย่างนั้น” นั่นเป็นส่วน ใหม่ ส่วนที่โดดเด่นของกฎหมายที่ เก่าแก่ มาก
และยังมีสิ่งใหม่อย่างอื่นอีก สิ่งที่พระผู้ช่วยให้รอด องค์ปรมาจารย์ทรงทําคือแบ่งพระบัญญัติข้อสําคัญข้อหนึ่งที่ให้รักออกเป็นสองส่วน ใช่ พวกเขาต้องรักกัน แต่พระคริสต์ทรงสอนว่าสิ่งนั้นจะเกิดขึ้นได้อย่างเต็มที่โดยการรักพระผู้เป็นเจ้าก่อน เท่านั้น ด้วยเหตุนี้พระองค์จึงตรัสได้ว่าพระบัญญัติข้อสําคัญเป็นพระบัญญัติสําคัญ สอง ข้อ ซึ่งทั้งสองส่วนจะไม่สมบูรณ์หากไม่มีอีกข้อหนึ่ง
ครั้งหนึ่งประธานฮาเวิร์ด ดับเบิลยู. ฮันเตอร์สอนว่า “ความรักแก่เพื่อนบ้านเกิดจากความรักของพระผู้เป็นเจ้าที่เป็นบ่อเกิด”
ข้อคิดนั้นสําคัญอย่างยิ่ง—อาจเรียกได้ว่าใหม่—ต่อการเข้าใจพระบัญญัติข้อสําคัญสองข้อนี้ ตลอดการปฏิบัติศาสนกิจของพระองค์ พระคริสต์ทรงแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนเสมอถึงความภักดีอันไม่เปลี่ยนแปลง การเชื่อฟังทั้งหมดของพระองค์ และความสัมพันธ์อันเปี่ยมด้วยความรักอันเป็นเอกลักษณ์ของพระองค์ที่มีต่อพระบิดา รักดังที่พระคริสต์ทรงรัก—“เรารักพวกท่านมาแล้วอย่างไร”—คือ รักพระบิดาเหนือสิ่งอื่นใด เชื่อฟังพระองค์จนกว่าชีวิตจะหาไม่ และพบแรงจูงใจจากสวรรค์ให้รักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง นี่เป็น “แนวคิดใหม่” อย่างแท้จริง
ความรักนี้หน้าตาเป็นอย่างไร
มอรมอนให้สิ่งที่อาจเป็นคำกล่าวที่ยาวและยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาเกี่ยวกับความรักแบบนี้—เกี่ยวกับ จิตกุศล เขาเรียกว่า “ความรักอันบริสุทธิ์ของพระคริสต์”
“จิตกุศลอดทนนาน, และมีน้ำใจ, และไม่ริษยา, … ไม่ขุ่นเคืองง่าย, ไม่คิดชั่ว, … ทนทุกสิ่ง, เชื่อทุกสิ่ง, หวังทุกสิ่ง, อดทนทุกสิ่ง.
“ดังนั้น, พี่น้องที่รักของข้าพเจ้า, หากท่านไม่มีจิตกุศล, ท่านก็ไม่เป็นอะไรเลย, เพราะจิตกุศลไม่มีวันสูญสิ้น. ดังนั้น, จงแนบสนิทอยู่กับจิตกุศล, ซึ่งเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในสิ่งทั้งปวง. …
“แต่จิตกุศลคือความรักอันบริสุทธิ์ของพระคริสต์, และสิ่งนี้ยั่งยืนตลอดกาล; และผู้ใดที่ถูกพบว่าครอบครองมันในวันสุดท้าย, ย่อมจะดีกับเขา.”
เอไลซา อาร์. สโนว์เคยรายงานคําปราศรัยของท่านศาสดาพยากรณ์โจเซฟ สมิธซึ่งท่านใช้ข้อเหล่านั้นและข้อพระคัมภีร์ในพันธสัญญาใหม่จาก 1 โครินธ์ 13 เป็นเนื้อความของท่าน ในโอวาทนั้นโจเซฟกล่าวว่า:
“ท่านต้องขยายจิตวิญญาณของกันและกัน ถ้าท่านอยากทําเหมือนพระเยซู … [ท่าน] ต้องทนต่อข้อบกพร่องของกันและกัน เฉกเช่นบิดามารดาผู้อ่อนโยน ที่ทนต่อข้อบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ ของบุตร
“… จงเปิดใจให้กว้าง จงขยายความรักต่อผู้อื่นออกไปเถิด พวกท่านต้องอดทนนาน และทนต่อความผิดพลาดและความบกพร่องของเพื่อนมนุษย์ จิตวิญญาณของมนุษย์ มีค่ามากเหลือเกิน!”
โจเซฟกับไฮรัม: แบบอย่างของความรักแบบพระคริสต์
ในคืนก่อนศาสดาพยากรณ์โจเซฟ สมิธ ไฮรัม สมิธพี่ชายท่านถูกสังหาร—คืนวันที่ 26 มิถุนายน ค.ศ. 1844—ไฮรัมเปิดพระคัมภีร์มอรมอนอีกครั้ง ซึ่งเป็นไปได้ว่าท่านได้เปิดไปยังบทที่ 12 ของหนังสืออีเธอร์ ที่ท่านเคยอ่านมาก่อนหน้านั้น ในช่วงเวลามืดมนนั้น ในที่มืดมิดนั้น ท่านอ่านเกี่ยวกับพระคุณแห่งการช่วยให้รอดของจิตกุศล แม้ต่อคนที่อาจก่อความอยุติธรรม ความรุนแรง และความตาย
ประจักษ์พยานนั้น ที่มอบให้ในสภาวะแวดล้อมเช่นนั้น ซึ่งอ่านในคืนก่อนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต เป็นหนึ่งใน10,000 เหตุผลที่ข้าพเจ้ารู้ว่าพระคัมภีร์มอรมอนเป็นความจริง ไม่มีใคร ไม่แม้แต่คนเดียว ที่กําลังจะพบกับพระผู้สร้างของตน จะเปิดหนังสือที่ตนเขียนขึ้นเอง แสวงหาการปลอบประโลมนิรันดร์ในนั้น และหยิบยกถ้อยคำจากหนังสือนั้นมาเป็นพยานหลักฐานสุดท้ายที่จะมอบไว้ในบั้นปลายชีวิตมรรตัย ชายเหล่านี้ ไม่ได้ บอกว่าสิ่งที่พวกเขาทำเป็นเรื่องล้อเล่น พวกเขา ไม่ได้ หัวเราะเยาะว่าหลอกคนไปได้มากเพียงใด ไม่เลย ด้วยพระคัมภีร์มอรมอนในมือ และถ้อยคำแห่งจิตกุศลบนริมฝีปาก ทั้งสองกำลังเตรียมตัวที่จะยืนต่อหน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์
ทุกองค์ประกอบของประสบการณ์อันน่าเศร้านี้ต่างร่ำร้องว่า “ความจริง ความจริง ความจริง” “บัดนี้ผู้ให้ถ้อยคำล้วนสิ้นชีวิตแล้ว, และพยานหลักฐานของพวกท่านยังมีผลบังคับใช้.” อาภรณ์ของพวกท่านยังคงไร้มลทิน
“ไม่มีใครมีความรักยิ่งใหญ่กว่านี้ คือการสละชีวิตเพื่อมิตรสหายของตน” แน่นอนว่าโจเซฟและไฮรัมรักพระเจ้า
พระองค์อาจไม่ได้ขอให้ท่านสละชีวิตเหมือนพวกเขา แต่ท่านสามารถรักพระผู้ช่วยให้รอดได้เช่นเดียวกับพวกเขา โปรดเปิดใจของท่านและรู้สึกถึงความรักที่พระเจ้าทรงมีต่อท่าน ให้พระองค์ทรงกระซิบบอกท่านถึงวิธีแบ่งปันความรักนั้นกับบุตรธิดาของพระองค์